รถแบตหมดทำไงดีถึงจะไปต่อได้ การเร่งเครื่องยนต์ช่วยชาร์จแบตเตอรี่ได้ไหม หรือแบตเตอรี่รถยนต์ชาร์จเองได้แค่เพียงข้ามคืน?

E

ปัญหาสำหรับคนมีรถที่มักเจอกันบ่อย คือ รถสตาร์ทไม่ติด เรียกได้ว่าเป็นปัญหากวนใจไม่ใช่น้อย ๆ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเร่งรีบ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็มักเกิดจาก “แบตเตอรี่” ซึ่งคนมีรถย่อมรู้ดีว่าแบตเตอรี่นั้นเป็นส่วนประกอบสำคัญของรถที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ แต่ก็มักจะมีความเข้าใจผิด หรือความเชื่อแบบผิด ๆ ในการดูแลรักษาแบตเตอรี่รถยนต์ ทำให้ความตั้งใจดีในการจะรักษาประสิทธิภาพรถ กลายเป็นการเร่งทำลายแบตเตอรี่รถยนต์ให้เสื่อมสภาพโดยไม่รู้ตัว 

แบตเตอรี่รถยนต์หมด ทำอย่างไรให้เดินทางต่อได้ 

เมื่อแบตเตอรี่รถยนต์หมด ทำอย่างไรให้เดินทางต่อได้ เพราะแบตเตอรี่เป็นตัวขับเคลื่อนให้รถสามารถเลื่อนไปข้างหน้าได้ เมื่อรถหมดแบตทำอย่างไรดีถึงจะเดินทางต่อไปถึงจุดหมายได้ วิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแบบนี้ ผู้ขับขี่รถหลายคนคงรู้แล้วว่าจะต้องมองหารถอีกคัน เพื่อขอทำการพ่วงแบต เป็นวิธีแก้ไขเมื่อรถแบตหมดกระทันหัน 

full length shot of handsome auto mechanic charging the battery using wire cables in modern service station

วิธีการพ่วงแบตเตอรี่จากรถยนต์

  1. ปิดสวิตซ์และอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถทั้ง 2 คัน จอดรถหันหน้าเข้าหากันเพื่อความสะดวกในการต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ 
  2. นำสายพ่วงแบตเตอรี่ขั้วบวก (สีแดง) ต่อที่ขั้วบวกแบตเตอรี่ของรถตันที่แบตหมด และนำปลายสายไปต่อกับอีกคัน
  3. นำสายพ่วงแบตเตอรี่ขั้วลบ (สีดำ) ต่อกับแบตเตอรี่ขั้วลบของคันที่มาช่วย โดยนำอีกฟากหนีบโลหะในเครื่องยนต์ของรถที่แบตเตอรี่หมด เพื่อสร้างกราวนด์แบตเตอรี่ 
  4. ขณะที่ทำการต่อพ่วง ห้ามกระทำการใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิดประกายไฟในบริเวณใกล้ ๆ เด็ดขาด 
  5. สตาร์ทเครื่องยนต์รถคันที่มาช่วยทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที เพื่อให้เกิดประจุไฟฟ้าไหลเวียน 
  6. สตาร์ทเครื่องยนต์รถแบตหมด โดยให้เร่งเครื่องในอัตรา 1,500 – 2,000 รอบ / นาที เพื่อตรวจสอบการถ่ายเทประจุไฟฟ้าเข้าหรือไม่
  7. ถอดสายพ่วงแบตเตอรี่ เริ่มจากสายสีดำที่รถแบตหมด จากนั้นถอดปลายสายจากรถคันที่มาช่วย รวมถึงสายสีแดง แล้วจึงค่อยถอดปลายสายสีแดงที่เสียบไว้กับรถคันแบตเตอรี่หมด  

การพ่วงแบตเตอรี่แบบนี้ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้สามารถเดินทางไปต่อได้ แต่แนะนำว่าไม่ควรปล่อยให้แบตหมดบ่อย ๆ เพราะจะทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมเร็วขึ้น ควรเช็กแบตเตอรี่ก่อนออกเดินทาง ลดโอกาสเสี่ยงแบตรถหมดกลางทาง 

การเร่งเครื่องยนต์ช่วยชาร์จแบตเตอรี่ได้ไหม

หลายคนเข้าใจว่าจะต้องสตาร์ทเครื่องทิ้งไว้ครั้งละ 5-10 นาที เพื่อเป็นการชาร์จแบตเตอรี่ หรือการเร่งเครื่องยนต์จะช่วยชาร์จแบตเตอรี่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การสตาร์ทรถเครื่องทิ้งไว้ จะยิ่งทำให้เปลืองน้ำมัน และทำให้แบตฯ หมดไวขึ้นด้วย เพราะการการสตาร์ทเครื่องที่รอบเครื่องไม่สูงพอ กระแสไฟฟ้าจะสามารถเลี้ยงระบบต่าง ๆ ภายในรถยนต์เท่านั้น แต่ไม่สามารถส่งไปถึงแบตเตอรี่ได้ ซึ่งการจะชาร์จแบตเตอรี่ได้นั้น ต้องเร่งเครื่องให้รอบสูงถึง 1500-2000 รอบ / นาที และการสตาร์ทเครื่องแต่ละครั้ง เป็นการดึงไฟออกจากแบตเตอรี่ไปจำนวนมาก หากทำบ่อย ๆ จะส่งผลให้ไฟในแบตเตอรี่หมดเร็วขึ้น 

แบตเตอรี่รถยนต์จะชาร์จตัวเองแค่เพียงข้ามคืน จริงไหม? 

แบตเตอรี่รถยนต์หมดชาร์จได้ไหม..ยังมีบางคนที่เข้าใจว่าแบตรถยนต์จะเต็มได้เองเพียงแค่จอดทิ้งไว้ข้ามคืน ตื่นเช้ามาแบตรถเต็มพร้อมขับไปทำงาน หรือการจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ ไม่นำรถไปใช้งานบ่อย ๆ จะทำให้ไม่เปลืองแบตฯ รถยนต์ และอีกหลาย ๆ ความเชื่อที่แตกต่างกันไป เรามาดูสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วมีอะไรบ้าง 

ปัจจัยที่ทำให้แบตรถเสื่อม

  • จอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานาน ทำให้แบตเตอรี่มีการคายประจุไฟเป็นจำนวนมาก 
  • ปล่อยให้แบตฯ หมดจนสตาร์ทไม่ติดบ่อย ๆ 
  • อุณหภูมิและสภาพอากาศรอบด้าน เช่น อากาศร้อนหรือหนาวเกินไป อากาศชื้น เป็นต้น 
  • จอดรถทิ้งไว้โดยไม่มีการใช้งานนานเกินไป ทำให้แบตเสื่อมจนหมดสภาพ และไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกต่อไป นอกจากเปลี่ยนแบตฯ ลูกใหม่เท่านั้น 

ความเป็นจริงแล้วการจอดรถทิ้งไว้เฉย ๆ เพื่อให้ประจุไฟในแบตฟื้นตัว หรือเป็นการชาร์จตัวเองนั้นเป็นไปไม่ได้ เหมือนกับที่เรากินข้าวจึงจะอิ่ม ส่วนแบตเตอรี่กินไฟฟ้าเพื่อหล่อเลี้ยงในการทำงานเช่นกัน สังเกตได้จากสตาร์ทรถติดยาก หลังจากจอดทิ้งไว้ 1 คืน ดังนั้น การรักษาสภาพแบตเตอรี่ให้มีประสิทธิภาพในการทำงานอยู่ตลอดเวลา คือ การชาร์จแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเลี้ยงกระแสไฟให้เต็มอยู่ตลอดเวลา ป้องกันแบตเตอรี่เสื่อม และช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ให้ได้นานขึ้น ด้วยวิธีชาร์จแบตรถยนต์ที่ถูกต้องง่าย ๆ ดังต่อไปนี้ 

1. ชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มอยู่ตลอดเวลา 

รถที่จอดทิ้งไว้นาน ๆ หรือรถที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน จะทำให้แบตเตอรี่หมด หรือแบตเสื่อมได้ เพราะถึงแม้จะจอดรถไว้โดยไม่มีการใช้งาน แต่แบตเตอรี่มีการคายประจุไฟอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสตาร์ทรถไม่ติด เมื่อต้องการจะใช้งาน ควรชาร์จไฟแบตเตอรี่ให้เต็มเพื่อพร้อมสตาร์ทเสมอ นอกจากจะเป็นการเตรียมความพร้อมในการใช้รถเมื่อจำเป็นแล้ว ยังเป็นการช่วยรักษาประสิทธิภาพแบตเตอรี่ โดยการชาร์จไฟนั้น ควรเลือกเครื่องชาร์จไฟที่ตัดไฟอัตโนมัติ ไม่ต้องนั่งเฝ้า และยังสามารถเติมไฟอัตโนมัติ หากมีการจอดรถทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน ๆ  

2. ชาร์จแบตรถยนต์กี่ชั่วโมงเต็ม 

ระยะเวลาการชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ขึ้นอยู่กับ ขนาดของแบตเตอรี่ และประจุไฟที่เหลืออยู่ในแบตเตอรี่แต่ละลูก ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 2 – 20 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น กรณีที่รถมีการใช้งานบ่อย ๆ ไดชาร์จมีการทำงานสม่ำเสมอ ทำให้มีประจุไฟเหลืออยู่ในแบตเตอรี่มากกว่ารถที่จอดทิ้งไว้นาน ๆ จึงใช้เวลาในการชาร์จไฟน้อยกว่า ไม่ควรอัดกระแสไฟฟ้าเยอะ ๆ เพื่อเร่งให้เต็มเร็ว ๆ การทำเช่นนั้นจะยิ่งทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วขึ้น จากการ Overcharge และควรเลือกเครื่องชาร์จแบตเตอรี่ที่มีระบบปรับกระแสไฟอัตโนมัติ ตามปริมาณไฟที่เหลือในแบตเตอรี่ นอกจากจะทำให้ชาร์จได้เร็วแล้ว ยังช่วยถนอมแบตเตอรี่บวมหรือแบตรถพังเพราะชาร์จมากเกินไป  

3. ชาร์จแบตรถยนต์ใช้กี่แอมป์ 

การชาร์จแบตเตอรี่โดยปกติทั่วไป ควรชาร์จด้วยกระแสไฟไม่เกิน 10-15% ของความจุแบตเตอรี่ ซึ่งเจ้าของรถควรทำการเช็กขนาดความจุแบตเตอรี่รถยนต์ (Ah) ก่อน จากนั้นจึงปรับกระแสไฟเครื่องชาร์จให้เหมาะสมกับแบตเตอรี่ที่จะทำการชาร์จ  

สรุป

ดังนั้น การดูแลรักษาและยืดอายุแบตเตอรี่รถยนต์ คือไม่ควรจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ ควรนำรถออกไปใช้งานบ้าง เพื่อให้ไดชาร์จและแบตเตอรี่ทำงาน ทำให้มีประจุไฟฟ้าหมุนเวียนสม่ำเสมอ หมั่นสังเกตและเช็กแบตเตอรี่สม่ำเสมอ อ่านข้อบ่งใช้ที่ติดมากับแบตเตอรี่ ไม่ควรปล่อยให้แบตหมดบ่อย ๆ หากแบตเตอรี่เริ่มมีปัญหา ควรรีบปรึกษาช่างหรือเปลี่ยนใหม่ทันที เลือกใช้แบตเตอรี่มีประสิทธิภาพดี มีมาตรฐานรับรอง แบตเตอรี่g7 แบตใหม่ไม่ค้างสต็อก เพราะแบรนด์แบตเตอรี่รถยนต์ที่มีคุณภาพ และการดูแลแบตอย่างถูกวิธี จะช่วยลดปัญหาจุกจิกกวนใจ หมดปัญหาแบตหมดแบตเสื่อมไว และลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุจากการใช้แบตเตอรี่ไร้มาตรฐาน


Leave a comment
Your email address will not be published. Required fields are marked *